รีวิว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ข้อดี/ข้อด้อย ฉบับใช้งานจริง

 

ก่อนจะปล่อยตัวท็อปของตระกูลอย่าง iPhone X มาให้สาวกชาวไทยตลาดบน(ไปอี๊ก!)ได้สัมผัสกัน ในวันศุกร์ที่ 24 พ.ย. 2560 ที่จะถึงนี้ พี่น้องท้องเดียวกันอย่าง iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ก็ออกสู่ตลาดให้เราได้สัมผัสตัวเครื่องกระจกบนไอโฟน ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นเรียบร้อย ในส่วนของประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึงการดีไซน์ แม้จะมีจะมีความคล้ายคลึงกับ iPhone 7 หลายส่วน แต่อีกแง่ก็มีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม(หลายเท่า) ทั้งในแง่ของการใช้งานก็มีคุณสมบัติไม่ได้แพ้ตัวท็อปอย่าง iPhone X นัก แต่จะมีข้อดี/ข้อด้อย อะไรบ้างนั้น เราจะมาทำความรู้จักให้มากขึ้น จากการรีวิว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ต่อไปนี้…


1. การออกเแบบ


ความแตกต่างแรกของ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus กับรุ่นก่อนๆ ก็คือ ตัวเครื่องทำมาจากกระจกเคลือบ 7 ชั้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาพร้อมขอบโลหะ ซึ่งว่ากันว่า เป็นเกรดเดียวกับอุตสาหกรรมอวกาศที่ใช้กัน แต่สำหรับครั้งนี้ ทั้งสองรุ่นมีมาให้เลือก 3 สี เท่านั้น ได้แก่ สีเทาสเปซเกรย์ สีดำ และสีทอง (โรสโกล ชมพูอ่อนๆ) ด้วยขนาดจอ 4.7 นิ้ว (iPhone 8) และ 5.5 นิ้ว ( iPhone 8 Plus) เช่นเคย พร้อมปุ่มโฮม Touch ID สแกนลายนิ้วมือก่อนใช้ ทั้งนี้ แม้ตัวเครื่องจะทำจากกระจก กันน้ำกระเด็น และกันฝุ่นได้ แต่จากการใช้งานจริงพบว่า สามารถกันรอยขีดข่วนได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น สำหรับใครที่คิดจะถือเปลือยๆ โนเคส โนแคร์ คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียหน่อยแล้ว

ขนาด 4.7 นิ้ว (iPhone 8) และ 5.5 นิ้ว (iPhone 8 Plus)
ตัวเครื่องเป็นกระจก (ในภาพคือ สีเทาสเปซเกรย์ และสีทอง)
กรอบทำจากอลูมิเนียม เกรดเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศ

2. จอภาพ


ในส่วนการแสดงผล มาพร้อมเทคโนโลยี True Tone จาก iPhone 7s, 7s Plus และ iPad Pro ที่ช่วยปรับแสงหน้าจอให้เข้ากับแสงธรรมชาติ เพื่อความสบายตา ขณะเดียวกันภาพที่ได้ก็ยังมีความคมชัด และให้เฉดสีตรงตามจริงเหนือกว่า (ว่ากันว่าหน้าจอใช้เทคโนโลยีเดียวกับจอหนังซะด้วย) ดังนั้น จุดนี้จึงถือว่าเป็นข้อดีที่หลายคนที่รีวิวพร้อมใจกันชื่นชอบเลยทีเดียว

จอภาพความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล (iPhone 8) และ 1920 x 1080 พิกเซล (iPhone 8 Plus)

3. กล้อง


iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ยังมากับกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และ กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล  สามารถถ่ายภาพ “หน้าชัด-หลังเบลอ” ได้ด้วยกล้องหลัง พร้อมแฟลช True Tone และระบบกันสั่นแบบออปติคอลเช่นเดิม

เล่นคู่ของ iPhone 8 Plus ประกอบด้วยเลนส์ระยะ 28 มม. และ 56 มม.

เพิ่มเติมคือ มีการพัฒนาเซนเซอร์ให้ใหญ่ขึ้นมา ทำให้ถ่ายภาพได้ฉับไวขึ้น ทั้งแสงปกติและสภาพแสงน้อย และยังมีหมวด ภาพถ่ายบุคคล (Portrait) เข้ามาใน iPhone 8 Plus ให้เราสามารถเลือกปรับ Portrait Light จากการตรวจจับใบหน้าได้ 5 โหมด ได้แก่ แสงไฟธรรมชาติ, แสงสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์(เพิ่มเงาให้มีมิติขึ้น), แสงไฟเวที และแสงไฟเวทีขาวดำ โดยสามารถปรับโหมดใช้งานได้ทั้งระหว่างถ่ายและแก้ไขภายหลัง ซึ่งลักษณะภาพที่ได้จะเป็นการเบลอด้านหลังแบบดิจิตอล

ภาพสุดท้ายด้านขวา เป็นตัวอย่างการแต่งภาพจากฟิลเตอร์ใน iPhone 8 Plus

นอกจากนี้ ในส่วนของตัวเลนส์ทั้ง 2 ของ iPhone 8 Plus ยังเป็นเลนส์ Wide และเลนส์ TalaPhoto ทำให้ซูมภาพแบบดิจิตอลได้มากยิ่งขึ้น สูงสุด 10 เท่า (นอกเหนือจากซูมแบบออปติคอล) ทั้งยังซูมภาพพาโนราม่าได้ 1-2 เท่า ซูมวีดีโอได้ 6 เท่า ภาพสโลโมชั่นก็บันทึกได้ความเร็วสูงสุด 240fps

ในส่วนวีดีโอความเร็ว 60fps ที่สามารถบันทึกได้ในระดับ 4K ทั้งใน iPhone 8 และ iPhone 8 Plus แม้สำหรับการใช้งานจริงอย่างการบันทึกภาพแบบเรียลไทม์ เช่น การถ่ายทอดสดวีดีโอ (Live) ในจำพวกโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook หรือ Instragram อาจไม่สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ แต่ด้วยความเร็ววีดีโอ 60 fps เมื่ออยู่ในความเร็วเน็ตที่แรงและเสถียรดี จึงทำให้ได้ภาพที่สมูทกว่า สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น  (ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความเร็วอินเตอร์เน็ตขณะนั้นด้วย) ขณะที่การบันทึกวีดีโอทั่วไป ภาพที่ได้มีความเป็นธรรมชาติและจัดแสงได้ดีตามมาตรฐานของไอโฟนที่หลายคนชื่นชอบ ซึ่งแน่นอนว่าขั้นกว่าไปอีก เพราะบันทึกได้ถึงระดับ 4K หรือที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล นั่นเอง

ปล. อย่าลืมตั้งค่าความละเอียดกล้องที่เมนู “การตั้งค่า” กันก่อนนะจ๊ะ

ตัวอย่างภาพถ่าย โดย iPhone 8 (Plus)

ตัวอย่างถ่ายภาพแสงน้อย (1) : ภาพซ้ายจาก iPhone 8 Plus | ด้านขวาจากกล้องสมาร์ทโฟนอื่นๆ
ตัวอย่างถ่ายภาพทดสอบความละเอียด จาก iPhone 8 Plus

4. ลำโพง


ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่มีผลกับหูเรามากที่สุดก็ดูจะเป็นลำโพง ซึ่งใน iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ได้มีการปรับเสียงให้ดังขึ้น 25% แถมยังได้เสียงเบสที่ทุ้มลึกกว่า ฟังกันให้ถนัดหูมากกว่าเดิม


5. สเปค


มาในส่วนสำคัญของการทำงาน อย่างตัว CPU ซึ่ง iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ต่างใช้ชิพเซต A11 Biotic แบบ 6 คอร์ (ตัวเดียวกับ iPhone X) โดยแบ่งเป็นคอร์ประมวลผล 2 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน 4 คอร์ ช่วยทำให้ดึงประสิทธิภาพการทำงานได้เร็วขึ้น แต่ประหยัดพลังงานกว่า แม้ในแง่ของการใช้งานจริง อาจสังเกตความแตกต่างได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ทำให้อุ่นใจได้พอสมควร ประกอบกับมีความจุมาให้เลือกเพียง 64 GB และ 256 GB พร้อมกับ RAM 2 GB ใน iPhone 8 และ RAM 3 GB ใน iPhone 8 Plus ความกังวลเรื่องเครื่องโหลด เครื่องค้าง หรือความจุไม่พอถึงใจ จึงหมดไป

นอกจากนี้ ทางด้านกราฟฟิกก็ได้ GPU แบบ 3 คอร์ เข้ามาซัพพอร์ตงาน 3D และ AR เรียกได้ว่า คอเกมไม่ต้องกลัวความสนุกสะดุด ขัดขวางอรรถรส ตรงกันข้าม…ด้วย iOS11 กลับจะทำให้ได้รับความสนุกที่หลากหลายจากหลายแอปฯ และเกม AR สนุกๆ ที่รองรับ iOS11 เหมือน iPhone X ด้วย

ภาพจากเกม “Warhammer 40,000: Freeblade by Pixel Toys” (รองรับ ios ที่สนับสนุน 3D Touch)
ภาพจากเกม “Warhammer 40,000: Freeblade by Pixel Toys” (รองรับ ios ที่สนับสนุน 3D Touch)
ภาพจากเกม “AR Dragon” รองรับ ios11 ขึ้นไป

ชาร์จ


ด้วยขุมพลังจากชิพ A11 ฺBiotic ทำให้ประสานพลังการทำงานและประหยัดพลังงานไปพร้อมกัน ประกอบกับรองรับการชาร์ตแบบเร็ว ครึ่งชั่วโมงได้ 50% จึงทำให้ในส่วนนี้ดีขึ้นจากรุ่นก่อน อีกทั้งในแง่ของนวัตกรรมการชาร์ตไร้สาย iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ต่างรองรับการชาร์ตไร้สายแบบเร็วที่ 7.5 วัตต์ แต่หากใครคิดจะใช้แท่นชาร์ตไร้สายของ Apple อาจต้องรอกันอีกหน่อย เพราะมีกำหนดวางจำหน่ายตามมาทีหลัง ในช่วงต้นปี 2018


ภาพตัวเครื่อง “iPhone 8″



ภาพตัวเครื่อง “iPhone 8 Plus”


และทั้งหมดนี้ก็เป็นรีวิวการใช้งาน iPhone 8 และ iPhone 8 Plus สองรุ่นล่าสุดจากไอโฟน ก่อนการเปิดจำหน่าย iPhone X ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งเอาจริงๆ เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพและฟีเจอร์ที่เพิ่มมาในสองรุ่นนี้ ถือว่าเอาอยู่ทุกการใช้งานแบบเหลือๆ เลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับใครที่ชื่นชอบการเล่นเกมด้วยแล้ว เมื่อเป็น iOS11 และ GPU แบบ 3 คอร์ ที่ซัพพอร์ตทั้งงาน 3D และ AR จึงรับรองได้ว่าจะสามารถเปิดประสบการณ์การเล่นเกมอีกแบบที่เหนือกว่า ประกอบกับสเปคที่เร็วและประหยัดแบตยิ่งขึ้น ทำให้ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus น่าจะเป็นอีกเป้าหมายที่น่าครอบครองกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับราคาอ้างอิงตาม Apple Online Store มีดังต่อไปนี้…

  • iPhone 8 (64GB) = 28,500 บาท
  • iPhone 8 (256GB) = 34,500 บาท
  • iPhone 8 Plus (64GB) = 32,500 บาท
  • iPhone 8 Plus (256GB) = 38,500 บาท

 


ติดตาม seventeen Thailand ได้ที่นี่…
Website : www.seventeenthailand.com
Instagram : @seventeenthailand
Facebook : @SEVENTEENthailand
Youtube : @seventeenthailandTV
Twitter : @Seventeenthai

Comments

Ano

error: Content is protected !!