สัมผัสกับความหรรษา จากละครเพลง ALADDIN แห่งเดียวในเอเชีย ที่แซนด์ส เธียเตอร์

เปิดการแสดงมาตั้งแต่ปี 2011 ก่อนที่จะไปขึ้นเวทีบรอดเวย์ในปี 2014 โดยมีที่มาจากแอนิเมชันชื่อเดียวกัน ปีนี้นอกจากจะกลายเป็นหนังคนแสดงให้ได้ชมกันแล้ว Aladdin ฉบับละครเพลงก็ยังมาเปิดแสดงให้ชมกันที่แซนด์ส เธียเตอร์ ในมารีนา เบย์ แซนด์ส โดยการนำเสนอของเบส เอนเตอร์เทนเมนท์ เอเชีย ซึ่งเป็นที่เดียวในเอเชียที่จะได้ชมละครเวทีเรื่องนี้ฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นโปรดัคชันของทีมงานจากออสเตรเลีย ที่ได้รับการดูแลจากแผนกละครของวอลท์ ดิสนีย์

เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพ เมื่อเจ้าของโปรเจ็คท์มาคุมเองขนาดนี้ อยากชมก็ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ www.marinabaysands.com/entertainment/shows/aladdin.html
และจากที่ได้ชม ก็ต้องบอกว่า แม้จะมาพร้อมกับโครงเรื่องเดิมๆ ที่ดูกันมาอย่างน้อยก็สองฉบับ ที่บางคนอาจดูซ้ำจนปรุ ละครเพลง Aladdin ก็มีความสนุกสนาน มีเสน่ห์ของตัวเองที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์และแอนิเมชันไม่น้อย และทำให้เวลาในการชมผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเรื่องราวเดินหน้าไปอย่างฉับไว ไม่เวิ่นเว้อ แล้วก็มีฉากไฮไลท์ให้ได้ว้าวเป็นระยะๆ

ที่หลายๆ คนเห็นพ้องต้องกันก็คือ ฉากเพลง “Friend Like Me” ที่เป็นการเปิดตัวจีนี ซึ่งสมัยที่เป็นแอนิเมชันและหนังคนแสดง ก็เป็นฉากที่ครบเครื่องสนุก-มันส์-ฮา พอมาเป็นละครเวทีแบบนี้ ก็ไม่ต่างไปจากการวัดความสามารถของผู้รับบทจีนีว่าจะสร้างตัวตนของตัวเอง ได้เหมือนที่โรบิน วิลเลียมส์ ทำสมัยตอนเป็นแอนิเมชัน กับวิลล์ สมิธเล่นเอาไว้ในหนังคนแสดงหรือเปล่า
คำตอบก็คือ แกเร็ธ จาค็อบส์ ที่รับบทนี้ ทำได้ครับ… เล่นได้มันส์และสนุกสมกับที่บทเปิดทางให้ ลูกล่อลูกชนเพียบ ทั้งการหยิบเรื่องชิลลี แคร็บ อาหารฮิตของสิงคโปร์มาล้อ แล้วก็ยังหยิบเพลง Beauty and the Beast มาเป็นมุก เมื่อชวนอะลาดดินร้องเพลงคลาสสิค

ไม่ใช่แค่การแสดงจะมาเต็ม เรื่องโปรดัคชันในฉากนี้ก็สอดรับกับการแสดงเป๊ะๆ เพราะอย่าลืมว่า จีนีนั้นขนสารพัดเพลงมาเล่น จะแจ๊ซซ์ จะป็อป แนวทางแตกต่างกันไป แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือไปในแนวทางไหน ฉากบนเวทีก็เปลี่ยนมารับกับการแสดงได้ทันทุกทีไป
อีกฉากที่คอหนังประทับใจ คอแอนิเมชันรักก็คือ ฉากอะลาดดินในคราบเจ้าชายอาลีพาเจ้าหญิงจัสมินท่องไปบนท้องฟ้าท่ามกลางหมู่ดาวด้วยพรมวิเศษ ขับขานเพลง “A Whole New World”

ก่อนได้ชม ก็ลุ้นๆ อยู่ว่าจะออกมาอีท่าไหน ปรากฏว่า เป๊ะกับแอนิเมชันกับหนังครับ เริ่มตั้งแต่เจ้าชาอาลี ยื่นมือให้เจ้าหญิงแล้วถามว่า “ไว้ใจผมไหม?” แล้วก็ดึงมือเจ้าหญิงไปนั่งบนพรมครวญเพลงด้วยกัน ที่พอได้เห็นพรมวิเศษลอยอยู่เหนือเวที ฉวัดเฉวียนไปมาบนเพดาน ก็เล่นเอาผู้ชมหลายๆ คนอ้าปากหวอ ส่วนฉากหลังก็ทำออกมาเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืนมีดาวระยิบระยับ เข้ากับเพลง ทำให้บรรยากาศโรแมนติคอบอวลไปทั่วแซนด์ส เธียเตอร์ แต่ด้วยความมืดๆ ของฉากนี้ ก็เลยทำให้รู้สึกว่า ‘เฮ้… ไม่แน่จริงนี่หว่า เอาแสงมาช่วย’ ซึ่งดูว่าทีมงานคงรู้ทันผู้ชมช่างติอย่างเรา ก็เราจัดฉากพรมวิเศษอีกครั้งในตอนท้าย แบบเวทีสว่าง แสงจัดๆ งานนี้ เล่นเอาอึ้งเลยครับ… ราวกับบินได้จริงๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีฉากไฮไลท์แค่สองฉากนี้ ฉากอื่นๆ ที่ไม่ได้พีคระดับเดียวกัน ก็มอบความไพเราะ ความสนุกให้กับผู้ชมแทน อย่าง “A Million Miles Away” อีกหนึ่งเพลงเพราะ ที่อะลาดดินกับเจ้าหญิงจัสมินร้องคู่กัน, “Prince Ali” เพลงเปิดตัวเจ้าชายอาลี ที่จะว่าไปก็ในแง่ความสนุกของเพลงและความใหญ่ของฉาก จะเป็นรองก็แค่ “Friend Like Me” หรือเพลงในฉากแอ็คชัน ประดาบทั้งหลาย ที่เสียงฟันดาบ เข้ากับจังหวะจนไม่ต่างไปจากเครื่องดนตรีในส่วนของเพอร์คัสชัน

 

แล้วไม่ใช่ว่ามีดีแค่ฉากร้องเพลง แต่การเล่าเรื่องของละครเพลง Aladdin ก็มาเต็มในเรื่องอารมณ์ขัน ที่ทำให้เพลิดเพลินได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และทำให้เรื่องราวที่รับรู้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่น่าเบื่อ เป็นความบันเทิงในอีกอรรถรสหนึ่ง สมกับที่เป็นสื่อในอีกแบบหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากเดิม
ทั้ง ‘สด’ และ ‘ชื่น’ ยังไงยังงั้น

เรื่อง นพปฎล พลศิลป์

Comments

error: