หาแรงบันดาลใจจากโค้ช “ดา-เอ็นโดรฟิน” กับฐานะพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ M-Storm

 

ไม่ได้หยุดแค่การเป็นนักร้องสาว ป๊อบ-ร็อกสตาร์ น้ำเสียงคุณภาพ ที่หลายคนยกให้เป็นไอดอลประจำตัวเท่านั้น แต่ “ดา-เอ็นโดรฟิน” หรือ “ธนิดา ธรรมวิมล” ยังส่งต่อแรงบันดาลใจสู่รุ่นน้อง ผ่านหลายผลงาน เช่น การรับหน้าที่เป็นโค้ช The Voice Thailand ทั้งซีซัน 5-6 หรือเป็นติวเตอร์แก่ศิลปินรายการอื่นๆ แต่ล่าสุด! ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม M-Storm Can เธอยังก็ได้รับเลือกเป็นพรีเซนเตอร์ ต้นแบบของหนุ่มสาวเจเนอเรชั่นใหม่ที่เปี่ยมพลัง ว่าแต่เธอคนนี้จะเปี่ยมด้วยพลังในตัวเองขนาดไหน เรามาทำความรู้จัก พร้อมอัพเดตความเป็น “ดา-เอ็นโดรฟิน”  ในทุกฐานะตอนนี้ของเธอกันเลย…


บทสัมภาษณ์ “ดา-เอ็นโดรฟิน”


Q : ตอนนี้ “ดา-เอ็นโดรฟิน” ไอดอลของเราเป็นยังไงบ้าง?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ช่วงนี้กำลังทัวร์คอนเสิร์ตกับผลิตภัณฑ์หลายๆ แบรนด์ที่เป็นสปอนเซอร์อยู่ค่ะ ทุกอย่างก็โอเค… เป็นช่วงที่คอนเสิร์ตใหญ่กำลังจะมาด้วย

Q : ทำทั้ง “พรีเซนเตอร์” และ “ทัวร์คอนเสิร์ต” แบบนี้มีเวลาให้ตัวบ้างไหม ?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ต้องบาลานซ์ค่ะ เดี๋ยวคอพังเหมือนตอนเด็กๆ อีก ตอนนั้นก็ผ่าตัดไปทีนึงก็เข็ด แล้วก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีกเลย สมมุติว่าทัวร์คอนเสิร์ตก็จะออกเยอะๆ ช่วงศุกร์-เสาร์ วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว วันจันทร์วันออกกำลังกาย อะไรแบบนี้ค่ะ เอาจริงๆ อาทิตย์หนึ่งหยุดอยู่บ้านอย่างเดียวเลย ก็วันนึงค่ะ (หัวเราะ)

Q : ได้เป็นโค้ช The Voice ปีที่ 2 ในซีซั่น 6 นี้ คงชิลๆ ไม่เครียดแล้วหรือเปล่า?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ปีที่ 2 ก็เครียดนะ The Voice ดูสนุกก็จริง แต่เครียด เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าเราเคยอยู่จุดนั้น ฟิลลิ่งว่า เรามีเวลา 2 นาที ให้กรรมการหันมา 2 นาที บางทีฟังยังไม่รู้เลยว่าเขาร้องดีหรือเปล่า เด็กๆ รอมาเป็นปี เพื่อที่จะร้อง 2 นาที ส่งเทปมาร้องออดิชั่น รอบ Blind Auditions เป็นช่วงที่ดาเครียดที่สุด เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน บางคนที่เราไม่หัน แต่กลายเป็นว่าบ้านอยู่ยะลา แล้วก็ยังร้องไม่ได้ถึงมาตรฐาน The Voice นั่งรถมาเป็นสิบๆ ชั่วโมงก็ต้องกลับบ้าน อะไรแบบนี้ เราก็รู้สึกใจสลายนิดนึง แต่มันคือกฎของคุณภาพเพลง The Voice เราก็ลงไปปลอบว่ามันไม่หยุดแค่นี้นะ…

Q : ปกติ “โค้ชดา” มีเกณฑ์อะไร สำหรับเลือกใครสักคน…?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ไม่มีแนวนะคะ เพราะ The Voice เนี่ย มันมีแนวไม่ได้เพราะว่าทุกคนมา ตั้งแต่เด็ก จนถึงคุณครูวัยเกษียณ ซึ่งเราไม่สามารถเลือกแนวร็อกหรือ R&B ของเราได้ เราต้องเปิดกว้างว่าคนนั้นมีเสียงที่มีเสน่ห์ บางคนแหบเสน่ห์ บางคนเสียงใสแบบพี่ลุลา มันไม่ต้องเป็นแนวแผ่วพ่นไฟตลอดเวลาก็ได้ แต่ฟิลลิ่งที่มาร้องแล้วแบบ…เสียงเป็นแบบกระดาษทรายสากๆ เราก็เลือก ก็เลยคิดว่าเอาเสียงที่ไม่เหมือนใครมากกว่าค่ะ

Q : แล้วตอนให้คำแนะนำ ผู้ผ่านการคัดเลือก จะมีทริคสอนยังไง?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ก็จะบอกว่า “อย่าคิดว่ามันคือการแข่งขัน พอจับไมค์ปุ๊บ! ให้บอกตัวเองว่า ฉันจะโชว์สิ่งที่ฉันมีให้ดีที่สุด เรื่องได้ไม่ได้ ช่างมันไปก่อน เพราะว่าถ้าเอารางวัลมาล่อตรงหน้าเนี่ย เละทุกราย ก็บอกว่าทำให้ดีที่สุดค่ะ” จับไมค์ปุ๊บ ความตื่นเต้นมันอยู่ในนี้อยู่แล้ว เพราะเด็กบางคนจะสั่นมากตอนไปอยู่บนนั้น เราก็เลยบอกว่า รางวัลทิ้งไปเลยนะ อยู่บนนี้คือรางวัลแล้ว จบ! และคนทั้งประเทศได้เห็นความสามารถ หนูแค่ทำออกมาให้ดีที่สุด แล้วไม่ต้องไปเหมือนใคร ให้เป็นตัวเอง ไม่ต้องไปพยายามเป็นบียอนเซ่ ไม่ต้องพยายามพ่นไฟ ถ้าพ่นไม่ได้ไม่ต้องพ่น เอาแบบที่ตัวเองเป็นพอค่ะ

Q : มีแผนทำผลงานอะไรในอนาคตบ้างไหม?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ก็ยังอยู่ในโหมดเพลงอยู่ค่ะ ก็คิดว่าจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ในกลางปีหน้า เพราะว่าคอนเสิร์ต ดาไม่ได้ทำมากกว่า 3 ปีแล้ว

Q : แล้วจะมีเพลงใหม่ให้แฟนๆ ติดตามเร็วๆ นี้อีกหรือเปล่า?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ล่าสุดมีผลงานกับ แบงค์ (Cash) เพลงบทสุดท้าย แล้วก็นอกนั้น น่าจะสนุกกับการทัวร์คอนเสิร์ตของผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลังหน้าฝนในหลายๆ จังหวัด ต่อให้ดาได้ถ่ายหนัง M-Storm ก็ยังไม่คิดจะเล่นหนังเท่าไหร่เลย ยังชอบสายดนตรีอยู่ค่ะ (หัวเราะ)

Q : จุดเริ่มต้นของการได้ร่วมงานกับ M-Storm คืออะไร?
ดา-เอ็นโดรฟิน : จริงๆ ดาเป็นเด็ก M-150 มาตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้วละ ไปทัวร์กับ Bodyslam, พี่ๆ Big Ass, Potato แล้วก็มีดาอะไรแบบนี้ แล้วปรากฏว่า พี่ๆ ทีมงานเขาคงจะเห็นว่าเราสามารถไปสู้ฟากฟันกับผู้ชายบนเวทีได้ และด้วยความที่ M-Storm Can เป็นแบบกระป๋อง ที่ผู้หญิงหรือผู้ชายจะถือก็ได้ เราเลยเป็นเหมือนตัวแทนพลังของเด็กรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน มันก็เหมือนสิ่งที่ดาเป็นอยู่ เป็นพวกบ้าพลัง อยากทำนั่นทำนี่ อยากทำ The Voice อยากทำคอนเสิร์ตใหญ่อะไรแบบนี้ ก็เลยคิดว่าแบรนด์นี้ น่าจะเหมาะกับสิ่งที่เราเป็น คือดูไม่ไกลตัวค่ะ

Q : แล้วแบบนี้ ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ M-Storm ทำอะไรบ้าง?
ดา-เอ็นโดรฟิน : มีหนังเต็ม 60 วินาที เราก็ขึ้นสลิง กระโดดมาจากชั้น 2 โน่นนี่ เป็นเหมือนผู้หญิงแอดเวนเจอร์ในอุดมคติ แบบหนังแอคชั่นที่เราดูแล้วเราชอบอย่าง Wonder Woman อะไรแบบนี้

Q : เห็นว่ามีร้องเพลงด้วย ?
ดา-เอ็นโดรฟิน : เราใช้เพลงวัดใจของ Silly Fools ค่ะ เพราะว่ามันให้ฟิลลิ่งว่า “ไม่ว่าจะสูงแค่ไหนก็ไปถึง” มันเหมือนเป็นเพิ่มพลังให้กับคนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะทำได้

Q : “ดา-เอ็นโดรฟิน” ในฐานะไอดอลของน้องๆ หลายคน อยากฝากอะไรถึงน้องๆ คนรุ่นใหม่ ในการตามความฝันตัวเองบ้าง?
ดา-เอ็นโดรฟิน : เรื่องง่ายๆ เลยก็คือ ถามก่อนว่าชอบอะไร? อยากทำอะไร? อย่ามัวแต่คิด อย่ามัวแต่จดใส่กระดาษ ลองแพลนทำซิว่า อาทิตย์หน้าฉันจะเริ่มสร้างเป้าหมายของตัวเองได้อย่างไร ลองดูซิว่า ถ้าจะเก็บเงินไปเที่ยวนิวซีแลนด์ เราต้องทำยังไง? ลองเก็บสัปดาห์ละ 100-200 ใส่กระปุกดูไหม? คือมันมีเรื่องตื่นเต้นทำให้เราสนุกได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นลองหาความชอบ ความรักที่อยากทำดูก่อน แล้วก็วางแผนที่จะทำ ดาเห็นหลายคนได้แต่คิด “ฉันอยากจะทำ… ฉันอยากจะไป…” แต่มันไม่เกิดขึ้นซะที เพราะเราไม่เริ่ม เพราะก่อนที่ดาจะอยู่จุดนี้ก็เฟลกว่า 5-6 ครั้ง กว่าจะได้รางวัล

Q : เพราะฉะนั้น น้องๆ หลายคนที่เฟลใน The Voice ตลอดก็ไม่อยากให้ท้อใช่มั้ย?
ดา-เอ็นโดรฟิน : ใช่ๆ ก็คิดดู จากเป็นร้อยเป็นหมื่นวีดีโอ แต่ได้เข้ารอบ Blind Auditions 100 คนมันไม่ธรรมดาเลยนะ 🙂

และนี่ก็เป็นบทสัมภาษณ์จากโค้ช “ดา-เอ็นโดรฟิน” ไอดอลสาวเสียงดี พรีเซนเตอร์คนใหม่ของ M-Storm ในการเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ M-Storm Can ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ จะมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังของคุณรุ่นใหม่ให้โชดช่วงจนไปถึงเป้าหมายได้…

พิ่มเติมข้อมูล M-Storm ที่ www.facebook.com/M150Storm

 


ติดตาม seventeen Thailand ได้ที่นี่…
Website : www.seventeenthailand.com
Instagram : @seventeenthailand
Facebook : @SEVENTEENthailand
Youtube : @seventeenthailandTV
Twitter : @Seventeenthai

Comments

Ano

error: Content is protected !!